วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

“เมื่อแรงงานกำลังจะเคลื่อนย้ายอย่างเสรี”

สวัสดีครับ มาถึงฉบับนี้ ผมอยากจะประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ที่จะเกิดขึ้นภายในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายในอาเซียน โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมอาเซียนให้เป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิตร่วมกัน โดยให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมืออย่างเสรี การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น ซึ่งถูกต้องตามหลัก 4 Freedoms ของสหภาพยุโรป (European Union) ประการแรก คือ จะต้องมีเสรีในการค้าสินค้า (Free Flow of Goods) ประการที่สอง ต้องมีการเปิดเสรีการค้าภาคบริการ (Free Flow of Services) ประการที่สาม มีเสรีในการเคลื่อนย้ายทุน (Free Flow of Capital) และประการสุดท้าย ต้องมีเสรีในการเคลื่อนย้ายแรงงาน (Free Flow of Labours) ถึงแม้ประการสุดท้ายจะยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากยังมีการจำกัดในเรื่องการเคลื่อนย้ายเสรีเฉพาะแรงงานที่มีฝีมือ (Skilled Labour) ต้องยอมรับนะครับว่าการเคลื่อนย้ายเสรีทางด้านแรงงาน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างสูงในการจะให้เสรีในการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยสมบูรณ์
                ในบทความนี้ผมจะขอกล่าวเน้นแค่ในเรื่องการเคลื่อนย้ายเสรีด้านแรงงานฝีมือ โดยAECได้กำหนดจัดทำข้อตกลงร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements: MRAs) ด้านคุณสมบัติในสาขาอาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย นักวิชาชีพ แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษได้อย่างเสรี โดยปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดทำ MRAs ใน 7 สาขาอาชีพด้วยกัน คือ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และบริการบัญชี โดยในขณะนี้ยังคงมีการพิจารณาหารือเพื่อเพิ่มจำนวนสาขาอาชีพให้มากขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทยในอนาคต แต่ขณะนี้แรงงานไทยยังมีโอกาสเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้องๆเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ควรติดตามข่าวสารในการเคลื่อนย้ายเสรีทางด้านแรงงานอย่างใกล้ชิด เพราะเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับน้องๆในอนาคต
                การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรีย่อมส่งผลต่อตลาดแรงงานไทยโดยตรง โดยเฉพาะอุปทานของแรงงานย่อมมีการเปลี่ยนแปลงจากการเข้ามาของแรงงานฝีมือของประเทศในกลุ่มอาเซียน และการออกไปของแรงงานฝีมือไทยที่จะไปสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียน ผมอยากจะให้ข้อคิดแก่พี่น้องแรงงานซึ่งอาจจะสนใจในการไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนว่า ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการขาดแคลนแรงงานเนื่องจากประเทศไทยมีความต้องการแรงงานมากขึ้นทุกๆปี[1] ขณะเดียวกันโครงสร้างประชากรมีการเปลี่ยนแปลงโดยจะมีประชากรวัยแรงงานลดลง และมีประชากรที่อยู่ในวัยพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้น หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) ทำให้มีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะมีการขาดแคลนแรงงาน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นแรงงานที่มีฝีมือจึงไม่น่าจะมีปัญหาการตกงาน ตรงกันข้ามโอกาสในการมีงานทำจะเพิ่มมากขึ้น หากมีความลังเลใจว่าจะเลือกทำงานในประเทศดี หรือจะเลือกไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนดี สิ่งที่ผมอยากจะฝากเป็นข้อคิดเพื่อช่วยในการตัดสินใจ คือขอให้ทำการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ของการไปทำงานต่างประเทศก่อน
ผมขอแบ่งต้นทุนในการทำงานต่างประเทศเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ต้นทุนแจ้งชัด (Explicit Cost) คือต้นทุนที่มีการจ่ายจริงอันได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มของสินค้าอุปโภค-บริโภคที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายในประเทศไทย ค่าเช่าที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เพิ่มขึ้นจากการไปอยู่ต่างประเทศ 2) ต้นทุนไม่แจ้งชัด (Implicit Cost) คือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเงินออกไปจริง หรืออีกนัยหนึ่งอาจเรียกว่า ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) คือการเสียสิทธิต่างๆเมื่อไปอยู่ต่างประเทศ เช่น การพิจารณาเลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งอาจได้สิทธิน้อยกว่าพลเมืองของประเทศนั้น  การอยู่ห่างไกลจากครอบครัว ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจในการไปทำงานต่างประเทศ
นอกจากต้นทุนแล้วท่านควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับจากการประกอบอาชีพในต่างแดนอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น รายได้ที่อาจมากกว่าในการประกอบอาชีพในประเทศ ประสบการณ์ที่จะได้รับจากการไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ ฯลฯ ผมคงไม่อาจตัดสินใจให้พี่น้องว่าทำงานในประเทศ หรือทำงานต่างประเทศดีกว่ากัน เพราะต้นทุนและผลประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคล (Subjective) ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคลนั้นๆให้ความสำคัญมากน้อยต่างกัน แต่ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสใช้ชีวิตในต่างประเทศนานพอสมควร และเคยต้องตัดสินใจว่าจะกลับมาประกอบอาชีพในประเทศไทย หรือทำงานในต่างประเทศมาแล้วนั้น สิ่งที่ผมอยากให้พี่น้องคำนึงคือความรับผิดชอบทางสังคม (Social Responsibility) ประกอบการตัดสินใจด้วย ในฐานะที่ท่านเป็นคนไทย และเป็นแรงงานที่มีฝีมือ ซึ่งเป็นแรงงานที่ประเทศมีความต้องการสูง อีกทั้งในอนาคตประเทศไทยจะมีการขาดแคลนแรงงาน ผมอยากให้ท่านเห็นถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยที่จะได้รับจากท่าน ซึ่งเป็นแรงงานที่มีฝีมือมาช่วยกันพัฒนาประเทศ และป้องกันสมองไหลออกนอกประเทศ ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับย่อมมีมากมายมหาศาล ประเทศของเราจะสามารถพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อลูกหลานของเราในอนาคตนะครับ
ผู้ที่สนใจข่าวสารตลาดแรงงานต่างๆ สามารถติดตามผลงานของกองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน ได้ที่ http://www.doe.go.th/lmi เจอกันใหม่ฉบับหน้าครับ
 
 
ลงในวารสารสถานการณ์ตลาดแรงงาน ประจำเดือนมีนาคม  ปี 2553


[1] จากรายงานผลการศึกษาแนวโน้มความต้องการแรงงานในช่วงปี 2553-2557 ของกองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ความต้องการแรงงานของประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกๆปี ในทุกภาคการผลิต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น